เอ็นจีโอจอมเนรคุณ

เอ็นจีโอจอมเนรคุณ

 วันนี้ขอเสนอเรื่องราว "น้ำเน่า" ในวงการเอ็นจีโอ เพื่อเป็นอุทาหรณ์ให้เห็นว่าในบรรดา "คนทำดี" ก็ยังอยู่ในวังวน "นรก" อยู่ดี  พวกนี้ก็สะสมอสังหาริมทรัพย์กันสนุกมือเช่นกัน

            ในวงการเอ็นจีโอ ซึ่งมาจากคำย่อของ "Non-Governmental Organizations" (NGOs) หรือองค์กรที่มิใช่ภาครัฐแต่ไม่ใช่ภาคเอกชนธุรกิจ แต่มักอ้างเป็นเอกชนที่ไม่แสวงหากำไรนั้นก็มี "หนังชีวิต" ที่พอจะเล่าขานเป็น "ตำนาน" ได้เช่นกัน ผมเองก็เคยทำงานที่แรกในเอ็นจีโอแห่งหนึ่งคือมูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคมเมื่อปี 2523 ในสมัยที่ยังเป็นโครงการหนึ่งของสถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

            "น้ำเน่า" เรื่องนี้เกิดขึ้นจากการมีเอ็นจีโอสาวใหญ่รุ่นรายครามที่เริ่มงานรุ่นราวคราวเดียวกับผมนี่แหละ เป็นเอ็นจีโอที่ทำงานจริงจัง ปากกล้า ทำงานช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสโดยเฉพาะที่ติดโรคร้ายบางอย่าง เอ็นจีโอสาวใหญ่รายนี้เกาะกระแสโรคร้ายจนโด่งดัง มีเงินหมุนเวียนในองค์กรปีละนับร้อยล้าน มีลูกน้องร่วมร้อยก็ว่าได้ ถ้าเป็นบริษัท ก็มีขนาดเท่ากับบริษัทขนาดกลางค่อนข้างใหญ่เลยทีเดียว

            แต่ตอนนี้เอ็นจีโอสาวใหญ่นี้ก็ไม่ได้ทำงานด้านนี้อีกต่อไปแล้ว หอบเงินที่สะสมมาหลายสิบล้านไป "ตั้งตัว" ซื้อบ้านและที่ดินซึ่งก็คืออสังหาริมทรัพย์นับสิบๆ ล้านบาทในจังหวัดในภูมิภาคอื่นห่างไกลจากกรุงเทพมหานคร แถมเปิดกิจการหารายได้แบบแก้เหงา  การทำงานเอ็นจีโอของคนบางคนก็สามารถ "เม้ม" เก็บไว้เพื่อตัวเองมหาศาล ยิ่งพวกนักบวชที่มีคนถวายเงินให้จนชินตา ก็คงยิ่งสะสมได้มากกว่านี้อีก การสะสมที่ดีและเพิ่มมูลค่าได้มากที่สุดอย่างหนึ่งก็คืออสังหาริมทรัพย์นั่นเอง  ดังนั้นจึงจะเห็นได้ว่ารายนี้ซื้อทรัพย์ไว้มากพอสมควร

ส่วนสามีที่ทำงานเอ็นจีโอในสาขาที่ใกล้เคียงกันก็เลิกร้างจากงานเอ็นจีโอ กลับมาอยู่บ้านด้วยกัน ตัดขาดจากวงการเอ็นจีโอที่เคยทำโดยสิ้นเชิงเช่นกัน แต่นี่ไม่ใช่การ "เกษียณอายุ" แบบปกติทั่วไป เพราะการทำงานเอ็นจีโอก็ยังทำกันได้ไม่ได้มีวันเกษียณอายุที่ 60 ปี หลายคนอายุเลยเลข 7 ไปแล้ว ก็ยังทำงานได้ จะเห็นได้ว่าเอ็นจีโอหญิงคนนี้เกษียณแบบเออรี่รีไทร์มาตั้งแต่อายุ 50 เศษๆ เป็นการเกษียณแบบจำยอม  เพราะเจอลูกน้องจอมเนรคุณ หักเหลี่ยมโหด!

            เอ็นจีโอหญิงใหญ่รายนี้มีเลขานุการสาวคู่ใจ สาวคนนี้แรกๆ ก็เป็นแค่เลขานุการตาม "ลูกพี่" ต้อยๆ  แต่เพราะเป็นคนหัวไว จึงเรียนรู้เส้นสนกลในของ "ลูกพี่" ได้เป็นอย่างดี  มาระยะหลังๆ ก็กลายเป็น "มือขวา" ออกงานบรรยายต่าง ๆ แทน "ลูกพี่" อยู่บ่อยครั้ง  จนในที่สุดก็ "ปากกล้าขาแข็ง" ออกไปตั้งเอ็นจีโอของตัวเองที่ทำงานในสายงานเดียวกันแข่งกันเองซะนี่

            เรื่อง "ลูกน้อง" ลาออกไปทำงานที่มั่นคงกว่า เช่น ไปสังกัดธนาคาร หรือแม้แต่ออกไปตั้งบริษัทแข่งกับผมในฐานะ "ลูกพี่" เก่า ก็เป็นเรื่องปกติ ผมเองก็เคยเจอบ้าง แต่ผมก็ไม่มีปัญหา ได้แต่อนุโมทนาให้เขาได้ดี แต่ในเชิงธุรกิจ ต่างก็มีลูกค้ามาใช้บริการได้มากมาย ไม่ถือเป็นการแข่งขัน ยิ่งกว่านั้นบางรายก็ยังให้เกียรติกลับมาทำงานกันใหม่ ผมก็ยินดีอ้าแขนรับ และชวนให้มาอยู่ร่วมกันพัฒนาองค์กรให้เข้มแข็ง พยายามจัดสวัสดิการต่างๆ ให้ดี เพื่อให้เขาสบายใจที่จะอยู่ แทนที่จะ "หนีออกไปตายเอาดาบหน้า" นั่นเอง

            แต่ในวงการเอ็นจีโอ พวกแหล่งทุนมีจำกัด โดยเฉพาะแหล่งทุนจากต่างประเทศ คนที่เด่นดังกว่าก็จะได้รับความสนใจมากกว่า คนที่ด้อยกว่าก็ไม่ค่อยได้รับทุน จนถึงขั้น "พับฐาน" หมดอนาคต เพราะไม่มีแหล่งทุนเข้ามาให้ทำงาน เป็นต้น  อันที่จริงการให้ทุนแบบนี้ถือเป็นการครอบงำวงการเอ็นจีโอโดยการชักใยจากต่างประเทศ ไม่ใช่การแข่งขันเสรีในทางธุรกิจ อาจมีอันตรายต่อความมั่นคงของชาติได้เช่นกัน

            เอ็นจีโอสาวใหญ่ที่เป็น "ลูกพี่" รายนี้ มีฐานะทางสังคมเทียบเท่า "ครูหยุย" นี่ถ้าลงเล่นการเมือง หรือไปจับกับขั้วอำนาจ ป่านนี้ก็คง "ติดปีกบิน" แบบ "ครูหยุย" ไปแล้ว  แต่เสียดาย แต่เทียบกับ "ครูหยุย" ไม่ได้ที่ประการแรก "ครูหยุย" มีความระมัดระวัง ไม่ยอมให้ลูกน้องคนไหนมาแย่งบทบาท  อีกประการหนึ่ง "ครูหยุย" เป็นคนนุ่มนวล ไม่เอะอะโผงผาง หรือ "ขวานผ่าซาก" แบบเอ็นจีโอสาวใหญ่รายนี้ ดังนั้น "โศกนาฏกรรม" หรือ "ละครน้ำเน่า" ก็จึงไม่เคยเกิดกับ "ครูหยุย" นั่นเอง

            มากล่าวถึงอดีตเลขาฯ สาวที่ไต่เต้าขึ้นมา "วัดรอยเท้า" นั้น เธอเป็นคนที่มีบุคลิกดีมาก อ่อนน้อม แถมปากหวาน ทำให้ประสานงานกับฝ่ายต่างๆ ได้ดีกว่า  แต่สุดท้ายก็ถึงขั้นเนรคุณ ด้วยการ "หักเหลี่ยมโหด" หักหน้าอดีต "ลูกพี่" คาเวทีนับสิบครั้งด้วยชุดข้อมูลที่ต่างกันมากจนเอ็นจีโอสาวใหญ่หน้าแตก "หมอไม่รับเย็บ" ไปหลายครั้ง และในที่สุด เอ็นจีโอสาวใหญ่ดังกล่าว ก็หมดที่ยืน ลาขาดจากเวทีเอ็นจีโอในวงการนั้น ต้องยุบเลิกหน่วยงาน และตัวเองก็จำต้องเออรี่รีไทร์

            ในอีกแง่หนึ่ง การทำงานเอ็นจีโอนานๆ ก็ทำให้มี "เงินทอน" สามารถหอบเงินกลับบ้านเกิดไปซื้ออสังหาริมทรัพย์เพื่อการอยู่อาศัยและการลงทุนในบั้นปลายของชีวิตต่อไป  และก็มีชีวิตอยู่อย่างสุขสบายจากเงินสะสมดังกล่าว การทำดีโดยไม่ด่างพร้อยโจ่งแจ้ง (แม้จะปากไม่ดี) แต่ก็ทำให้มีฐานะดีขึ้น ไม่ใช่อยู่แบบจนๆ แต่อย่างใด  และหากเทียบกับพนักงานบริษัทเอกชนที่ทำงานจนเกษียณอายุ พนักงานเหล่านั้นอาจมีเงินสะสมน้อยกว่าเอ็นจีโอแบบนี้เสียอีก และหลังเกษียณยังต้องทำงานแบบ "ปากกัดตีนถีบ" เพื่อความอยู่รอด

            ความโปร่งใสเป็นสิ่งที่พึงตรวจสอบในวงการเอ็นจีโอ เงินทอน อสังหาริมทรัพย์ที่ครอบครองก็ควรที่จะตรวจสอบเช่นกัน เพราะคนเหล่านี้ไม่ได้ทำธุรกิจ แต่ไม่รู้ไปเอาเงินมาจากไหนซื้อทรัพย์สิน ซึ่งถ้าประเมินด้วยผู้ประเมินค่าทรัพย์สินมืออาชีพ ก็เป็นเงินไม่น้อย สังคมจึงควรตรวจสอบวงการเอ็นจีโอนี้ อย่าให้เขาอ้างความจนหรืออ้างคนจนมาหากินเข้ากระเป๋าตัวเอง


ที่มาของรูป:http://www.iuemag.com

ที่มา : https://bit.ly/2zGiSMa

  • หลงรัก
    1
  • ว้าว!
    0
  • ขำขำ
    0
  • เศร้า
    0
  • โกรธ
    0

4 ความคิดเห็น

 
เสือนอ้ย

ใครครับ ผมไม่ค่อยได้ติดตามวงการ เอ็นจีโอเท่าไร คิดว่าวงการเอ็นจีโอ ขัดขวางความเจริญของประเทศเรา 

  • หลงรัก
    0
  • ว้าว!
    0
  • ขำขำ
    2
  • เศร้า
    0
  • โกรธ
    0
 
619

คงไม่ใช่เมียของเจ้าเงาะสังข์ทองนะครับ ดร.

  • หลงรัก
    0
  • ว้าว!
    0
  • ขำขำ
    1
  • เศร้า
    0
  • โกรธ
    0
 
willy

งงงง

ผมก็งงด้วย...ครายอ่ะ?!

  • หลงรัก
    0
  • ว้าว!
    0
  • ขำขำ
    0
  • เศร้า
    0
  • โกรธ
    1
 
3 ส

ติดตามครับ

YES !

  • หลงรัก
    0
  • ว้าว!
    1
  • ขำขำ
    0
  • เศร้า
    0
  • โกรธ
    0