เชือดเดือด.....เชยแหลก

เชือดเดือด.....เชยแหลก

วิ่งหนีความเชย
แม่ลูกจันทร์3 มิ.ย. 2563 05:12 น.
 

คลื่นลูกใหม่ย่อมไล่คลื่นลูกเก่าจมทะเลสภาฯยุคนี้ มี ส.ส.รุ่นใหม่เลือดดีไฟแรงหลายคนที่อภิปรายชำแหละ พ.ร.ก.กู้เงิน 1 ล้านล้านบาท ได้เข้มข้นคมกริ๊บข้อมูลแน่นปึ้กเหนือกว่า ส.ส.รุ่นพี่รุ่นน้ารุ่นป๋ารุ่นลุงที่อภิปรายนํ้าท่วมทุ่งผักบุ้งลอยคอ

การเมืองยุคนิวนอร์มอล ตัดสินที่ “ข้อมูล” ของใครจะแหลมกว่ากัน

“แม่ลูกจันทร์” ชี้ว่าในกลุ่ม ส.ส.คลื่นลูกใหม่ที่แจ้งเกิดในสภาฯกว่า 20 คน น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล ส.ส.พรรคก้าวไกล ต้องเป็นหนึ่งในนั้นแน่นอน

ส.ส.ศิริกัญญา อภิปรายจี้ใจดำ นายกฯลุงตู่ ว่าวิกฤติโควิดได้เปลี่ยนแปลงสภาพเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทยอย่างสิ้นเชิง

แผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่ใช้กำหนดอนาคตประเทศไทย กลายเป็นแผนยุทธศาสตร์ชาติเชยแหลก ล้าสมัย ผิดทิศผิดทาง ผิดรูปผิดทรง

และแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ฉบับนี้ กลายเป็น “อุปสรรค” ในการพลิกฟื้นเศรษฐกิจไทยอย่างสำคัญ

ส.ส.ศิริกัญญา จึงขอแนะนำด้วยความหวังดีให้ นายกฯลุงตู่ ฉีกแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ทิ้งไปเลย

โละทิ้งไปซะเถิด เพราะแผนยุทธศาสตร์ชาติที่เขียนบังคับล่วงหน้าไว้ 20 ปี วิ่งตามการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคนิวนอร์มอลไม่ทัน!!

“แม่ลูกจันทร์” กระชุ่น นายกฯ ลุงตู่ ควรยอมรับความจริงว่าแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ.2560 ถึง พ.ศ.2579) ที่ คสช.สร้างเอาไว้เป็นคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์บังคับให้รัฐบาลทุกรัฐบาลต้องปฏิบัติตาม

รัฐบาลไหนไม่ปฏิบัติตามแผนแม่บทยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี จะมีความผิดอุกฉกรรจ์ถึงขั้น คณะรัฐมนตรีทุกคนต้องถูกถอดถอนจากตำแหน่งการเมือง

แต่หลังจากวิกฤติโควิดโจมตี สภาพเศรษฐกิจและสังคมไทยจะแตกต่างไปจากสภาพเดิมๆ

แผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่คิดเอง เขียนเอง ชงเอง ตั้งแต่ยุค คสช.

จึงกลายเป็นแผนยุทธศาสตร์ชาติฉบับเฉิ่มโบ๊ะ ตกรุ่นล้าหลังไม่สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจในอนาคตอีก 20 ปี

ถ้าหาก นายกฯลุงตู่ ยังต้องการอนุรักษ์แผนยุทธศาสตร์ชาติฉบับนี้เป็นมรดก คสช.สืบต่อไป

นายกฯลุงตู่ จำเป็นต้องผ่าตัดใหญ่เปลี่ยนแปลงแก้ไขเนื้อหาที่กำหนดในแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ฉบับปัจจุบันให้เข้าง่ามกับการเปลี่ยนแปลง “ยุคนิวนอร์มอล” ที่แตกต่างจากเดิม

ต้องสังคายนาแผนยุทธศาสตร์ชาติใหม่หมดทั้ง 6 ด้าน

ได้แก่ แผนยุทธศาสตร์ความมั่นคง แผนยุทธศาสตร์ความสามารถการแข่งขัน แผนยุทธศาสตร์พัฒนาเสริมสร้างศักยภาพคน แผนยุทธศาสตร์สร้างโอกาสและความเท่าเทียมในสังคม แผนยุทธศาสตร์สร้างคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรสิ่งแวดล้อม และแผนยุทธศาสตร์พัฒนาระบบบริหารจัดการภาครัฐ

ต้องเร่งปรับแก้แผนยุทธศาสตร์ชาติส่วนที่เชย เพิ่มเติมวิสัยทัศน์ใหม่ให้สอดรับวิถีใหม่ที่จะเปลี่ยนอนาคตประเทศไทยไปสู่ความมั่นคงมั่งคั่งยั่งยืน

“แม่ลูกจันทร์” มองว่าประเด็นที่ “นายกฯลุงตู่” ต้องเน้นให้บรรจุไว้ในแผนยุทธศาสตร์ชาติฉบับนิวนอร์มอลคือการพัฒนาความเข้มแข็งด้านสาธารณสุข เพื่อรับมือวิกฤติโรคระบาดใหม่ๆที่จะเกิดขึ้นในอนาคต 20 ปี

แผนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจที่พึ่งพาตัวเองมากขึ้น พึ่งพาต่างชาติให้น้อยลง

แผนยุทธศาสตร์เพิ่มรายได้ ให้ผ่อนชำระหนี้ที่รัฐบาลกู้ไว้เป็นภูเขาเลากา ฯลฯ

ม่เชื่อก็ต้องเชื่อ แผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี เพิ่งประกาศใช้ยังไม่ครบ 2 ปี

.....เชยแหลกซะแล้วโยม.

“แม่ลูกจันทร์”

https://www.thairath.co.th/news/politic/1859251

******

***********

*************************

 

คาบลูกคาบดอก : การเมืองเชือดเดือด
หมัดเหล็ก3 มิ.ย. 2563 05:03 น.
 

พรรคแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล พลังประชารัฐ มีวิธีการเติบโตมาจากการต่อยอดจากพรรคอื่น และซื้อความสำเร็จของ ส.ส.มาต่อยอด มีบรรดา ส.ส.และนักการเมือง เจ้าของพื้นที่ จากพรรคการเมืองต่างๆมารวมกัน เช่นเดียวกับการตั้งพรรคการเมืองขึ้นมาเพื่อสนับสนุน คนใดคนหนึ่งเป็นนายกฯในอดีต ในที่สุดก็กลายเป็น พรรคเฉพาะกิจ แตกทัพกันไปตามระเบียบ

มาคราวนี้พลังประชารัฐ มีภารกิจที่สำคัญคือการเป็นรัฐบาลไปให้ตลอดรอดฝั่ง ตามยุทธศาสตร์ชาติ อย่างน้อยในระยะเวลา 5 ปีนี้ รัฐบาลจะต้องประคับประคองไปถึงฝั่งให้ได้

เพราะฉะนั้นการวางพิมพ์เขียวเอาไว้อย่างรัดกุม เพื่อไม่ให้เกิดข้อผิดพลาดจากบทเรียนในอดีต จึงเป็นเป้าหมายหลักที่สำคัญที่สุดของรัฐบาลชุดนี้ ไม่ใช่พรรคไหนจะเป็นรัฐบาลหรือฝ่ายค้านต้องเป็นรัฐบาลอย่างเดียว

ภาพของ รัฐบาลหลังเลือกตั้ง เป็นสิ่งสำคัญ หนีไม่พ้นถูกมองว่า เป็นรัฐบาลต่อท่ออำนาจ เป็นรัฐบาลทหาร และเป็นพรรคทหาร ทั้งๆทหารที่เห็นอยู่เป็นหลักมีกันแค่ 3 คน คือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และ รมว.กลาโหม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ที่มาด้วยกันก็ต้องไปด้วยกัน ไม่มีการทิ้งกันอยู่แล้ว

เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ อยู่ พล.อ.ประวิตร ก็ต้องอยู่ พล.อ.อนุพงษ์ ก็ต้องอยู่ พล.อ.ประยุทธ์ คุมฝ่ายบริหาร พล.อ.ประวิตร เป็นประธานยุทธศาสตร์พรรคพลังประชารัฐ ก็คุมฝ่ายการเมือง พล.อ.อนุพงษ์ ดูแลมหาดไทยก็คุมงานความมั่นคงไป แบ่งหน้าที่ภารกิจกันเรียบร้อย

เมื่อเกิดการปั่นป่วนในรัฐบาลในพลังประชารัฐ ก็ไม่มีผลกระทบกับ พล.อ.ประวิตร ที่ถูกมองว่า จะก้าวขึ้นเป็นหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ทำหน้าที่ในการดูแล ให้เป็นพรรคแกนนำรัฐบาลต่อไป

ไม่ใช่พรรคเฉพาะกิจ

เมื่อเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบขึ้นมาในพรรค พล.อ.ประวิตร จึงต้องทำหน้าที่ในการรักษาความสงบ ไม่มีปัญหากับการทำงานที่แบ่งกันเป็นสัดเป็นส่วน ไม่มีการชิงอำนาจระหว่างกัน

ยึดภารกิจเป็นหลัก

ในบริบทที่ว่า ไม่ว่าใครจะมาเป็นหัวหน้าพรรค ใครจะมานั่งเป็น ครม. หรือตำแหน่งใดก็ตาม ไม่มีความสำคัญ ความสำคัญคือภารกิจจะต้องเดินไปข้างหน้าให้สำเร็จลุล่วง

วันสองวัน โฆษกกระทรวงพลังงาน วัชระ กรรณิการ์ ออกมาโต้กลุ่มสามมิตร หลังมีข่าวว่าสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม แกนนำกลุ่มสามมิตร พา ส.ส.ไปพบ พล.อ.ประวิตร และก่อนหน้านี้ก็มีข่าวว่า สุริยะ จะได้ย้ายไปนั่ง พลังงาน เสียด้วย อ้างว่า สามมิตร ที่เคยมีรองนายกฯ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ สมศักดิ์ เทพสุทิน และ สุริยะ ตอนนี้เป็นขาลงเหลือแค่ สองมิตรคือ สมศักดิ์ และ สุริยะ เท่านั้น

ารออกมาแสดงความเห็นของโฆษกกระทรวงพลังงานที่มีสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เป็นว่าการฯ ก็เท่ากับเป็นการเขียนคำสารภาพ ว่าพลังประชารัฐแตกกันจริงและเป็นเหตุผลที่พี่ใหญ่ต้องเข้าไปสังคายนาตามระเบียบ.

หมัดเหล็ก
mudlek@thairath.co.th

 
 
 
  • รัก
    4
  • ฮ่าฮ่า
    2
  • ว้าว
    4
  • เศร้า
    3

2 ความเห็น

 
ICT
ชักธงรบ : ม้าแพ้ผู้พิชิต
กิเลน ประลองเชิง3 มิ.ย. 2563 05:01 น.
 

กติกาเจ้าเมืองหาลูกเขย ในนิทานล้วนแต่แปลกๆ แต่กติกาในนิทานเรื่อง “ประลองปัญญา” (นิทานไทย ยุทธ เดชคำรณ รวบรวม ยุพเรศ วินัยธร เรียบเรียง สำนักพิมพ์รวมทรรศน์ พิมพ์ครั้งที่ 3 พ.ศ.2536) แปลกกว่า

เดิมพันการเป็นลูกเขย ไม่เพียงได้ธิดาคนงามของเจ้าเมือง ยังแถมเก้าอี้ว่าที่เจ้าเมือง ยั่วใจให้เจ้าชายจากหลายเมืองแห่กันเข้ามาสมัคร

แต่เมื่อเจอกติกา...ขี่ม้าแข่ง...แต่ไม่ได้แข่งความเร็ว แต่แข่งกันที่ใครขี่ม้าช้ากว่า ทำเอาเจ้าชายชักไม่แน่ใจ

แต่ไหนๆมากันแล้ว ก็ไม่มีใครยอมเสียเที่ยว กระโดดขึ้นหลังม้าเรียงหน้ากระดาน...แล้วก็บังคับให้ม้าย่ำเท้าอยู่กับที่ ย่ำ ย่ำ ย่ำ และย่ำ

กองเชียร์ที่แห่กันมาดูแน่นหนา แรกๆ ก็ยังสนุกมีลุ้นๆ บ้าง แต่ดูไปเชียร์ไป ไม่มีม้าตัวไหนล้ำหน้า กองเชียร์ก็ชักเบื่อจากเช้าถึงบ่าย หลายคนไม่เห็นเค้าได้เสียก็ถอดใจ กลับบ้าน

เจ้าชายบนหลังม้าเดิมพันธิดาคนงามของเจ้าเมืองก็อยากได้ ยิ่งเก้าอี้ว่าที่เจ้าเมืองก็ยิ่งอยากได้ แต่โอกาสชนะด้วยกติกาที่ว่าไม่น่ามี คนแรกยอมลงจากหลังม้าคนต่อๆ ไปก็ลงตาม

ถึงเวลาเย็น เหลือคนใจสู้อยู่บนหลังม้าสองคน

คนดูที่เหลือ เจ้าเมือง ธิดาเจ้าเมือง และเจ้าหน้าที่ ก็ยังตั้งใจรอดูต่อไป เกมขี่ม้าช้าจะจบลงยังไง

เจ้าเมืองคนนี้เป็นคนมีปัญญา มองสองเจ้าชาย ที่ยังย่ำม้าอยู่กับที่ด้วยความชื่นชม ความอดทน

แล้วเจ้าเมืองก็กระซิบคนใกล้ตัวให้ทำทีเป็นตาแก่เจ้าปัญญา เข้าไปบอกให้สองผู้แข่งขันให้ใช้กติกาใหม่

เขาบอกอะไร คนนอกไม่รู้ ภาพที่คนดูเห็น สองเจ้าชายต่างก็ลงจากหลังม้า แล้วก็กระโจนขึ้นหลังม้า ควบจี๋ฝุ่นตลบเข้าหาเป้าหมาย

เมื่อถึงคูน้ำกว้างด่านสุดท้าย สองเจ้าชายก็บังคับม้าโผนกระโจนข้าม คนหนึ่งหล่นตกคูน้ำ อีกคนข้ามพ้น

ดูผิวเผิน นี่คือเจ้าชายผู้ชนะ...

แต่ช้าก่อน มีคนจำกติกาได้ ตะโกนทัก ก็ไหนคนขี่ม้าช้ากว่าคือผู้ชนะ แล้วเจ้าชายคนที่ขี่ม้าข้ามคูน้ำไปถึงเป้าหมายจะเป็นผู้ชนะได้อย่างไรเล่า

จนเมื่อมีประกาศว่า การขี่ม้าเร็วจี๋ผาดโผนข้ามคูน้ำนั้น เกิดขึ้นหลังสองผู้แข่งขัน เปลี่ยนม้ากันขี่

ม้าที่ตกน้ำเป็นม้าของคนที่ขี่ม้าของคู่แข่งจึงเป็นม้าชนะ ม้าที่กระโจนเข้าหลักชัยจึงเป็นม้าแพ้

ผู้ที่ผ่านด่านการทดสอบทั้งความอดทน การใช้ปัญญา และฝีมือการขี่ม้า...จึงสมควรทุกประการที่จะได้ธิดาเจ้าเมืองและเก้าอี้ว่าที่เจ้าเมืองคนต่อไป

นิทานเรื่องนี้สอนอะไร สอนนักการเมืองรู้ว่า ชัยชนะที่ได้จากจำนวน ส.ส.นั้น เป็นคุณสมบัติแรกก็จริง แต่การจะฝ่าฟันสู่เก้าอี้รัฐมนตรี จะต้องมีความอดทนและการรอจังหวะเวลาที่เหมาะควร

ออกอาการเกินพอดี ชาวบ้านนินทา เสือโหยนี่หว่า! ผู้นำท่านหมั่นไส้ สวรรค์ก็ล่มได้นา พ่อเจ้าประคุณ.

กิเลน ประลองเชิง

https://www.thairath.co.th/news/society/1859263

  • รัก
    0
  • ฮ่าฮ่า
    5
  • ว้าว
    5
  • เศร้า
    2
 
3 ส

ติดตามครับ

ตกลง

  • รัก
    2
  • ฮ่าฮ่า
    1
  • ว้าว
    6
  • เศร้า
    3