ศิษย์-อาจารย์ บนม้านั่งเหงาๆ

ศิษย์-อาจารย์ บนม้านั่งเหงาๆ

https://m.facebook.com/puey100th/photos/a.613043405493210/72226437457111...

 "ศิษย์-อาจารย์ บนม้านั่งเหงาๆ" โดย สุชาติ สวัสดิ์ศรี

"นี่คือบทเพลงแห่งความเงียบ ความหวัง และความล้มเหลวของทั้งอาจารย์และศิษย์  และสิ่งที่คนทั้งสองล้มเหลว  มันคือความล้มเหลวของเราทุกคนด้วย  ไม่ว่าสิ่งนั้นจะหมายถึงเสรีภาพ ประชาธิปไตย ศักดิ์ศรีในความเป็นมนุษย์ ความเป็นพี่เป็นน้อง ความยุติธรรม และความเป็นธรรมในสังคมที่ต้องมีทั้งดุลยภาพ สมรรถภาพ และความรับผิดชอบทางจริยธรรม”

...........

ผมขอปิดท้ายด้วยภาพถ่ายภาพหนึ่ง เมื่อเห็นครั้งใดก็ให้รู้สึกสะเทือนใจและอดคิดไปถึงเรื่องราวที่ผ่านมาไม่ได้  ภาพที่ว่านี้เป็นภาพ “อาจารย์ป๋วย” กับ “อาจารย์ปรีดี” นั่งกันอยู่เงียบๆ บนม้านั่งเหงาๆ  ไม่แน่ใจว่าเป็นม้านั่งที่อังกฤษหรือที่ฝรั่งเศส  ไม่มีใครทราบว่าทั้งสองกำลังคิดอะไร  คนหนึ่งเป็นอาจารย์  คนหนึ่งเป็นศิษย์  ทั้งศิษย์และอาจารย์ต่างก็มีความใฝ่ฝันแสนงาม  หวังอยากเห็นแผ่นดินบ้านเกิดมีความสุขสมบูรณ์ มีเสรีภาพ มีประชาธิปไตย  มีความงอกงามทางความคิดสร้างสรรค์   ทั้งอาจารย์และศิษย์ที่นั่งอยู่ด้วยกันบนม้านั่งเหงาๆ ตัวนี้  ดูแล้วก็เหมือนเป็นครึ่งหนึ่งของกันและกัน  มีอุดมคติและอุดมการณ์ตรงกันที่ต้องการสร้างดุลยภาพและภราดรภาพให้กับ “บ้านเกิดเมืองนอน” ของตน  แต่แล้วในที่สุดกลับต้องไปตายในบ้านเมืองของคนอื่น  

เกิดอะไรขึ้น ทำไมโชคชะตาจึงเล่นตลกเช่นนั้น หรือว่าไม่ใช่เรื่องโชคชะตา  แต่เป็นเรื่องที่คนทั้งสอง “รักในสัจจะ” อย่างเสมอต้นเสมอปลาย ดังนั้นท่านจึงเจ็บปวด  บทเรียนจากประวัติศาสตร์คงจะเล่าถึงความเป็นมาหลายอย่างให้ทราบ  เอาเฉพาะเหตุการณ์ “6 ตุลา 19”  ปีหน้าก็จะครบ 40 ปี  มีอะไรเคยเกิดขึ้นบ้างกับธรรมศาสตร์

ครั้งหนึ่ง ภายหลังเหตุการณ์ “14 ตุลา 16”  อาจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ เคยพูดว่า “ธรรมศาสตร์มีเสรีภาพทุกกระเบียดนิ้ว” ซึ่งเป็นความจริง ธรรมศาสตร์เมื่อครั้ง “14 ตุลา” เป็นเหมือน “เขตปลดปล่อย” ที่ให้กรรมกร-ชาวนาได้มาปรับทุกข์ผูกมิตรกับนักศึกษา-ปัญญาชน  ผมเองก็ได้พบสาวโรงงานคนหนึ่งแถวๆ นี้   

แต่ในปัจจุบัน ถามจริงๆเถอะ  ธรรมศาสตร์ยังเป็นเช่นนั้นอยู่หรือเปล่า ธรรมศาสตร์เป็นอะไรไปในปัจจุบัน  เป็นคุกที่มองไม่เห็น คุกจำลองขนาดใหญ่  ผมคงไม่ขอโทษที่พูดเช่นนี้  เพราะทุกวันนี้ไม่ว่า  มหาวิทยาลัยในชื่อไหนก็ตาม  ก็เหมือนเป็น "คุกจำลองขนาดใหญ่" เช่นเดียวกัน  คือแทบไม่มีบรรยากาศของคำว่า academic freedom หรือ "เสรีภาพทางวิชาการ" อันเป็นอุดมคติสูงสุดของมหาวิทยาลัย  อาจารย์ป๋วยเองก็เคยกล่าวไว้เช่นนั้น  และผมก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าจะ “ปลดปล่อยตัวเอง” ได้สำเร็จเมื่อไร  เพื่อนพ้องน้องพี่คนไหนจะตอบเรื่องนี้ให้ “อาจารย์ปรีดี” และ “อาจารย์ป๋วย” ทราบบ้าง

นี่คือบทเพลงแห่งความเงียบ ความหวัง และความล้มเหลวของทั้งอาจารย์และศิษย์  และสิ่งที่คนทั้งสองล้มเหลว  มันคือความล้มเหลวของเราทุกคนด้วย  ไม่ว่าสิ่งนั้นจะหมายถึงเสรีภาพ ประชาธิปไตย ศักดิ์ศรีในความเป็นมนุษย์ ความเป็นพี่เป็นน้อง ความยุติธรรม และความเป็นธรรมในสังคมที่ต้องมีทั้งดุลยภาพ สมรรถภาพ และ “ความรับผิดชอบทางจริยธรรม” [คำของอาจารย์ป๋วย]

ครั้งสุดท้ายที่ผมได้พบอาจารย์ป๋วย  คือช่วงก่อนหน้าเกิดเหตุการณ์ “6 ตุลา 19” เล็กน้อย   หลังจากการประชุมครั้งหนึ่ง  ท่านขับรถคันเก่าๆ ของท่านมาส่งผมครึ่งทางที่สะพานควาย  เพราะเห็นว่ากลับบ้านทางเดียวกัน   หลังจากนั้น  เมื่อเหตุการณ์สะเทือนขวัญจนเลือดนองแผ่นดินผ่านไป   ผมเข้าใจว่าท่านเองก็คงรู้สึกบอกไม่ถูกกับสังคมไทยที่สวิงกลับไปหา “ขวาจัด” ที่ “โง่ๆ บ้าๆ” อย่างไร้สาระมากขึ้นเรื่อยๆ  เมื่อท่านกลับมาเยี่ยมเมืองไทย 2 หรือ 3 ครั้ง  ผมรู้สึกสะเทือนใจเกินกว่าจะเข้าไปพบท่าน  ได้แต่เก็บรับท่านไว้ในใจ และมองดูท่านอยู่ห่างๆ 

ในวาระ 100 ปีชาตกาลของท่านที่ใกล้จะมาถึงในปีหน้า  สิ่งที่ท่านต้องการ  ผมว่าไม่น่าจะใช่การสร้างอนุสาวรีย์ให้นกมาขี้รด   หรือให้นักศึกษาเอาธูปมาปัก  

สิ่งที่ท่านต้องการคือสัจจะ – ความจริง  ความงาม  ความหวัง และความรื่นรมย์   เหมือนเช่นที่ผมได้กล่าวมา  

ความรื่นรมย์ของอาจารย์ป๋วย คือความรื่นรมย์  ไม่ว่าจะเป็นความรื่นรมย์ครั้งแรก หรือครั้งสุดท้าย มันย่อมเป็นความหวังเสมอ

สำหรับอาจารย์ป๋วย ความหวังของท่านก็คือ ท่านต้องการเห็นแผ่นดินเกิดมีความงอกงามสมบูรณ์ บ้านเมืองมีขื่อมีแป ราษฎรทุกระดับ ทุกพื้นที่ มีส่วนร่วมอย่างเสมอกัน  ไม่ว่าจะยากดีมีจนอย่างไรก็ตาม  อาจารย์ป๋วยไม่ต้องการการปกครองแบบ “คณาธิปไตย”  ท่านเห็นว่าการทำรัฐประหารเป็นหนทางแห่งหายนะ  และ “ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์” คือทางออกทางเดียวเท่านั้น  แต่ท่านเองก็ไม่รู้เสียแล้วว่าลูกศิษย์ลูกหาของท่านหลายคนได้เปลี่ยนไป   

ความหวังของอาจารย์ป๋วย ก็คือ “สันติประชาธรรม”  และท่านเคยบอกว่าอยากใช้คำนี้แทนคำว่า “ประชาธิปไตย” ด้วยซ้ำ    

ความหวังของอาจารย์ป๋วย ก็คือความจริงและความงาม ส่วนความดีนั้นจะตามมาเองเมื่อใครก็ตามมีสองอย่างที่มาก่อนหน้า    

ความหวังของอาจารย์ป๋วย  ก็คือ “สังคมเปิดที่มีเสรีภาพ” เป็นทั้ง "วิถี" และมี "วิธีปฏิบัติ" ที่พร้อมจะก้าวไปข้างหน้า  ไม่หน้าไหว้หลังหลอก 

ความหวังของอาจารย์ป๋วย ก็คือการออกไปให้พ้นจาก "อำนาจนิยม" ทั้งความคิดแบบ “ขวาจัด” และ “ซ้ายจัด”  โดยมีกติกาแห่งคำว่า “ประชาธิปไตยสมบูรณ์” ทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ  สังคม และวัฒนธรรม เป็นตัวบ่งชี้การก้าวไปข้างหน้าอย่างเสมอบ่าเสมอไหล่กับอารยะประเทศ

ภาพถ่ายบนม้านั่งเหงาๆ ของทั้งศิษย์และอาจารย์ที่มาพบกันนี้  มันให้ความเย็นยะเยือกเข้าไปถึงหัวใจ  เพราะมันเป็นเหมือนทั้งความหวังและความกลัวของสังคมไทยปัจจุบัน  

รักป๋วยจงรักอย่าง “คนธรรมดาที่ไม่ธรรมดา” ไม่ใช่รักอย่างเทวดา

...........

หมายเหตุ: บางถ้อยความจาก ปาฐกถา 100 ปี ป๋วย อึ๊งภากรณ์ "ปฏิทินแห่งความรื่นรมย์: ชีวิตทางวัฒนธรรมของป๋วย อึ๊งภากรณ์" โดย สุชาติ สวัสดิ์ศรี 19 ตุลาคม 2558 ณ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

  • หลงรัก
    0
  • ว้าว!
    0
  • ขำขำ
    0
  • เศร้า
    1

1 ความคิดเห็น

 
3 ส

ติดตามครับ

OK

  • หลงรัก
    0
  • ว้าว!
    0
  • ขำขำ
    0
  • เศร้า
    0