รวยแค่ไหน เรียกเศรษฐี?

รวยแค่ไหน เรียกเศรษฐี?

ยังแจกอีก
ยังแจกอีก

https://www.thairath.co.th/content/1437628

 

รัฐบาล คสช.จัดมหกรรมเทกระจาดแจกของขวัญปีใหม่ ทิ้งทวนโค้งสุดท้ายก่อนเลือกตั้ง แบบเต็มพิกัด

เริ่มนำร่องด้วยการแจกโบนัสให้ผู้ถือบัตรคนจน 14.5 ล้านคนไปใช้ฟรีๆ ฉลองปีใหม่คนละ 500 บาท

แจกเงินสมนาคุณผู้อายุเกิน 65 ปี ขึ้นไป 3.5 ล้านคน อีกคนละ 1,000 บาท

แจกเงินช่วยค่าน้ำค่าไฟให้ผู้มีรายได้น้อย 8.5 ล้านครัวเรือน อีกเดือนละ 330 บาท

อัดฉีดแจกเงินชาวสวนยาง 1.3 ล้านราย ไร่ละ 1,800 บาท อัดฉีดแจกเงินชาวสวนปาล์ม 1.5 แสนราย ไร่ละ 1,500 บาท เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนจากราคายางและราคาปาล์มตกต่ำ

เพิ่มค่าครองชีพให้ข้าราชการบำนาญ 1.5 แสนคน เป็นเงินรวมกันอีก 25,000 ล้านบาท ฯลฯ

ยัง...ยังไม่จบ ยังจะมีโปรแกรมแจกฟรีทยอยตามมาอีกหลายรูปแบบ

ล่าสุด, ที่เพิ่งผ่านไฟเขียวจากที่ประชุม ครม.ไปหยกๆคือ เพิ่มค่าตอบแทนอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านทั่วประเทศกว่า 1 ล้านคน จากเดือนละ 600 บาท เป็นเดือนละ 1,000 บาท

เรียกว่ายิงกระจายไม่กลัวลูกกระสุนหมด

“แม่ลูกจันทร์” กราบเรียนว่า โครงการใหม่เปิดซิงที่รัฐบาลมอบเป็นของขวัญปีใหม่เพิ่มพิเศษสุดๆ

คือโปรโมชันแจกซิมการ์ดฟรีๆให้ผู้มีบัตรคนจน 14.5 ล้านคน ให้ใช้ระบบอินเตอร์เน็ต

ไม่ใช่แจกซิมการ์ดฟรีอย่างเดียว ยังแจกอินเตอร์เน็ตให้ใช้ฟรีอีกตะหาก

โดยรัฐบาลกำลังหารือ กสทช.ว่าควรแจกอินเตอร์เน็ตฟรีคนละเท่าไหร่?? ต้องใช้งบเดือนละเท่าไหร่?

และรัฐบาลต้องชดเชยให้บริษัทเอกชนผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตเดือนละเท่าไหร่? ปีละเท่าไหร่?

“แม่ลูกจันทร์” ชี้ว่าโปรโมชันแจกซิมการ์ดฟรี แถมอินเตอร์เน็ตฟรีจะแยกเป็น 2 กลุ่ม

กลุ่มผู้มีบัตรคนจนซึ่งมีโทรศัพท์มือถือ และมีซิมการ์ดใช้อินเตอร์เน็ตได้อยู่แล้ว รัฐบาลจะเพิ่มปริมาณอินเตอร์เน็ตให้ใช้ฟรีอีกจำนวนหนึ่ง

ส่วนกลุ่มผู้มีบัตรคนจน แต่ยังไม่มีซิมการ์ด และยังไม่ใช้บริการอินเตอร์เน็ต รัฐบาลแจกซิมการ์ดฟรี แถมบริการใช้อินเตอร์เน็ตจำนวนหนึ่ง

ข่าวว่าเบื้องต้นรัฐบาลจะแจกค่าอินเตอร์เน็ตฟรีเดือนละ 50 บาท

เท่ากับรัฐบาลต้องใช้งบอัดฉีดเดือนละ 725 ล้านบาท

หรือปีละ 8,700 ล้านบาท

“แม่ลูกจันทร์” มองว่าโปรโมชันแจกฟรีซิมการ์ดคนจน 14.5 ล้านคน พ่วงอินเตอร์เน็ตฟรีอีกเดือนละ 50 บาท เป็น “เหรียญสองด้าน” คือมีทั้งข้อดีและมีทั้งข้อด้อย มีทั้งจุดแข็งและมีทั้งจุดอ่อน

ถ้ามองแง่บวก โปรโมชันแจกฟรีซิมการ์ดเปิดโอกาสให้ผู้มีรายได้น้อยใช้ระบบอินเตอร์เน็ตเพื่อเข้าถึงข้อมูลที่เป็นประโยชน์

เป็นการเปิดโอกาสให้พัฒนาอาชีพ เพิ่มรายได้ เพื่อให้หลุดพ้นจากกับดักความยากจนในที่สุด

ถ้ามองแง่ลบ ผู้มีรายได้น้อยบางส่วนไม่มีโทรศัพท์มือถือ หรือมีโทรศัพท์มือถือไม่มีฟังก์ชันอินเตอร์เน็ต

ถ้าจะใช้ซิมการ์ดฟรี ใช้อินเตอร์เน็ตฟรี ก็ต้องควักกระเป๋าเปลี่ยนโทรศัพท์เครื่องใหม่ (เครื่องละหลายพันบาท)

ค่าอินเตอร์เน็ตฟรีจากรัฐบาลเดือนละ 50 บาท ใช้ไม่ถึงเดือนก็หมด

ถ้าใช้อินเตอร์เน็ตเกินวงเงิน 50 บาท ต้องจ่ายเงินเพิ่มตามแพ็กเกจ

ไปๆมาๆ กลุ่มที่ได้ประโยชน์สูงสุดจากโครงการแจกซิมการ์ดฟรีของรัฐบาล กลายเป็นบริษัทเอกชนผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต

ไม่ได้คัดค้านนะเนี่ย...แค่มองเหรียญทั้งสองด้านเท่านั้นแหละ.

“แม่ลูกจันทร์”

การ์ตูน เซีย


รวยแค่ไหน เรียกเศรษฐี?
รวยแค่ไหน เรียกเศรษฐี?

https://www.thairath.co.th/content/1437701

ชื่อหนังสือ คิดใหม่ สู่จิตเศรษฐี (สาละพิมพการ พิมพ์ครั้งที่ 4 พ.ศ.2560) ได้จากชื่อข้อเขียน เรื่องจิตเศรษฐี...ผศ.ดร.วิรณัฐ โรจนประภา ขึ้นต้นไว้ว่า

ทุกคนอยากเป็นเศรษฐี แต่มีน้อยคนนักที่ทราบความหมายแท้ๆของคำคำนี้

เศรษฐี เปิดพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตฯ จะพบ 2 คำ 2 นัย นั่นคือคำว่า ผู้มั่งคั่ง กับประมุขพ่อค้า แต่หากเอาสระอีออก เหลือแต่คำว่า “เศรษฐ” ก็จะหมายถึง ดี เลิศ ประเสริฐ

พอเป็นคำคุณศัพท์ หมายถึง ความดี แต่พอเป็นคำนาม กลายเป็นเรื่องของความมั่งคั่ง

ใครที่เป็นเศรษฐี ก็ควรสงสัย จะได้หาคำตอบ ไม่งั้นหากตั้งเป้าผิด หากเป็นการเดินทางด้วยเวลาทั้งชีวิต เมื่อองศาที่ตั้งต้นคลาดเคลื่อนเพียงนิด เป้าหมายที่ไปถึง อาจอยู่กันคนละทวีป ที่ฝันอยากเป็นเศรษฐี สุดท้ายอาจเป็นยาจก

สาเหตุสำคัญ ก็เพราะองศาหรือความเข้าใจ สิ่งที่ตัวเองอยากนั้นผิด ไม่เข้าใจความหมายของเศรษฐีที่แท้ หลับหูหลับตาเดินไปเลย

อย่าว่าแต่ความหมายตามนัยที่ถูกต้องเลย แม้แต่ความหมายตามค่านิยมสังคมปัจจุบันตั้งไว้ ก็ยังหาจุดวัดความเป็นเศรษฐีที่แท้กันลำบาก

บางคนต้องมีพันล้าน ถึงจะเป็นเศรษฐี แต่บางคนแค่มีเงินแสน หอบกลับบ้านเกิด เพื่อนบ้านก็เรียกเศรษฐี บางคนโชคดีได้มรดกสิบล้าน ลาออกจากงานมานั่งบริหารเงินอย่างสบายใจ

แต่อีกหลายคน มีหลายพันล้าน ก็ยังพอไม่เป็น ยังหยุดโหมเร่งโกยเงินเพิ่มไม่ได้

อยากเป็นเศรษฐี ควรทราบถึงความหมายที่แท้จริง จะได้ไม่แฉลบ ออกนอกทาง เริ่มกันจากต้องเชื่อเสียก่อนว่า แท้จริงแล้ว ความหมายของทั้งคำว่า “เศรษฐ” และ “เศรษฐี” เป็นเรื่องเดียวกัน

“เพราะเศรษฐี เขาวัดกันที่ ความดี เลิศ ประเสริฐ” ผศ.ดร.วิรณัฐ ย้ำ

ถ้าสังเกตก็จะเห็นการแปลความหมายของเศรษฐี มีการกล่าวถึงคำว่า “ประมุขพ่อค้า” เศรษฐีก็คือสิ่งนั้น เศรษฐีคือพ่อค้าที่ทำงานจนสำเร็จแล้ว ก็มีความเอื้ออาทร

พ่อค้าต่างแดนเดินทางค้าขายระหว่างเมือง ตั้งโรงทานไว้คอยช่วยเหลือ ตัววัดความเป็นเศรษฐีในอดีตก็คือการมีโรงทานแบ่งปันคนอื่น มี 1 โรง ถูกยกให้เป็นเศรษฐีประจำเมือง มีครบ 4 มุมเมือง ก็ให้ตำแหน่ง “มหาเศรษฐี”

เศรษฐ เศรษฐี รากศัพท์เดียวกัน ก็คือเรื่องเดียวกัน ต้องค้าขายสำเร็จ มีทรัพย์สินพอเพียง ใจใหญ่เหนือพ่อค้าอื่นๆ คือประมุขพ่อค้า

มีจิตใจดี เลิศ ประเสริฐ มีใจเป็นเศรษฐ ช่วยเหลือคนอื่น ถึงจะครบถ้วนคำว่าเศรษฐีที่แท้

แต่ถ้าเป็นคนที่ทำงานเก็บเงิน มากเท่าไหร่ก็ไม่รู้จักพอ คนแบบนี้ ก็ยังเรียกว่าคนจน

ทำงานเก็บเงินพอ ใจไม่โลภมาก อย่างนี้พอจะเรียกคนรวย จนกระทั่งมีเงินมากพอ จนแบ่งปันคนอื่นได้ ถึงจะคู่ควรกับคำว่าเศรษฐี

ถ้าเศรษฐีเริ่มด้วยการมีจิตเศรษฐี ตามนิยาม ผศ.ดร.วิรณัฐ ผมเห็นเศรษฐีมหาเศรษฐีในเมืองไทยเหลือไม่กี่คน แล้วก็ทำให้ผมพานไปสงสัยพวกนักการเมือง

ส่วนใหญ่รวยระดับเกินพอ คนหนึ่งรวยล้น เรียกชื่อตัวเองว่า “ไพร่หมื่นล้าน”

กระทั่งคนฟากรัฐบาล ตอนนี้กำลังเพลินบท เสี่ยสั่งลุย แจกไม่อั้น จนถูกเหน็บแนมว่า สากกะเบือ ถ้าแจกได้ก็แจกไปแล้ว ยังยั้งมือเอาไว้ ยังไม่แจกเรือรบ

แจกกันยิ่งกว่ามหาเศรษฐีตั้งโรงทานสี่มุมเมืองสมัยโบราณ จะเรียกคนเหล่านี้เศรษฐีก็ไม่เต็มปาก เพราะเขาไม่ได้แจกเพราะจิตกุศล แต่แจกกันเพราะหวังคะแนนเลือกตั้ง

ข้อดีที่ผมเห็น ให้เวลาพ่อค้านักการเมืองเขาตุนเงินมาสี่ห้าปี นี่เป็นโอกาสเดียว ที่ชาวบ้านจะได้ถอนทุน มากน้อยก็พอแก้กระหาย ดีกว่าไม่ได้อะไรเสียเลย.

กิเลน ประลองเชิง

  • หลงรัก
    1
  • ว้าว!
    0
  • ขำขำ
    0
  • เศร้า
    0
  • โกรธ
    0

2 ความคิดเห็น

 
3 ส

ไอ่ตูบ

โมโห

  • หลงรัก
    0
  • ว้าว!
    0
  • ขำขำ
    0
  • เศร้า
    1
  • โกรธ
    0
 
619

ผมสงสัยว่ามันเอาเงินที่ไหนมาแจกนะ  เพราะตอนนี้เงินในคลังก็ติดลบ

หรือมันแจกแต่ลมกันนะ 

  • หลงรัก
    1
  • ว้าว!
    0
  • ขำขำ
    2
  • เศร้า
    0
  • โกรธ
    0