บังเอิญจริงๆ

บังเอิญจริงๆ

https://www.khaosod.co.th/hot-topics/news_2966390


(บังเอิญ)จีนผนึก ผบ.ทบ.
 
(บังเอิญ)จีนผนึก ผบ.ทบ.

(บังเอิญ)จีนผนึก ผบ.ทบ.คอลัมน์ ใบตองแห้ง

(บังเอิญ)จีนผนึก ผบ.ทบ. – “ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียว จะแบ่งแยกมิได้” ไม่ได้เป็นเมืองขึ้นจีน สถานทูตจีนใส่เกือกอะไร มาประณามนักการเมืองไทยสนับสนุนม็อบประชาธิปไตยฮ่องกง

แล้วแทนที่คนไทยจะหวงแหนเอกราชอธิปไตย กลับกลัวจีนจนลานลน กลัวก้นจีนผายลมไม่หอม หันมารุมด่าธนาธร พรรคอนาคตใหม่ ว่าจะทำให้กระทบความสัมพันธ์ บ้างก็เพ้อไปถึงขั้น ธนาธรอยู่เบื้องหลังโจชัว หว่อง (เดี๋ยวต้องมีคนไปยื่นยุบพรรค)

ทั้งที่การมีความเห็นต่างกรณีจีน-ฮ่องกง เป็นเสรีภาพของคนไทยทุกคน ตราบใดที่ไม่ได้เป็นรัฐมนตรี ไม่ได้เป็นตัวแทนรัฐ คนไทยอยากเชียร์ใครด่าใครก็ไม่กระทบความสัมพันธ์ ไม่ใช่เป็นผู้บัญชาการทหารบก แล้วไปหาว่าม็อบฮ่องกง “ถูกปั่นหัว”

ตรงกันข้าม คนไทยควรประณามสถานทูตจีนต่างหาก ถืออำนาจบาตรใหญ่ คุณมีสิทธิอะไร มาประณามนักการเมืองไทย เพียงแค่ถ่ายภาพกับแกนนำม็อบฮ่องกง คุณใหญ่นักหรือ มาก้าวก่ายตัดสินคนในประเทศอื่นว่าทำแบบไหนถูกแบบไหนผิด ต้องทำตัวให้ถูกใจจีนเท่านั้น

ซ้ำเป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้น สถานทูตจีนทำเช่นนี้กับทุกประเทศหรือเปล่า? หรือเห็นประเทศไทยอยู่ใต้อุ้งเล็บ จะใช้อิทธิพลบีบอย่างไรก็ได้

มองในทางลึก ว่าโดยมารยาท หรือแท็กติกทางการทูต ถ้าจีนไม่พอใจธนาธร ก็มีวิถีทางหลากหลาย เช่น ขอคุย ล็อบบี้ สร้างสัมพันธไมตรีให้เกรงใจ หรือขู่เอาดื้อๆ ว่าระวังท่าทีหน่อย เพราะไทยซัมมิทก็ลงทุนในจีน ไม่เห็นต้องแข็งกร้าวถึงขั้นโฆษกแถลงผ่านเว็บไซต์

นี่แปลว่าจีนตัดสินใจอย่างชาญฉลาดแล้วที่จะยอมเป็นปรปักษ์กับคนเลือกพรรคอนาคตใหม่ 6.3 ล้าน คนรุ่นใหม่ “ฟ้ารักพ่อ” เพราะยังไง คนเหล่านี้ก็ฝักใฝ่โจชัว หว่อง มากกว่าสี่ จิ้นผิง อยู่ดี?

หรือสายข่าวจีนประเมินว่ายังไงๆ พรรคอนาคตใหม่ก็ไม่มีอนาคต ภายใต้เครือข่ายอำนาจอนุรักษนิยมไทย

บังเอิญเหลือเกิน หลังสถานทูตจีนแถลง ผบ.ทบ.ก็บรรยายวิสัยทัศน์ ซัดนักการเมืองโยงม็อบฮ่องกง มีวาระซ่อนเร้น สมคบคิด ยุยงปลุกปั่น ปั่นสมองโดยใช้โซเชี่ยลโฆษณาชวนเชื่อ พวกฝังชิพคอมมิวนิสต์เป็นมาสเตอร์มายด์ นักเรียนนอกซ้ายจัดจากประเทศล่าอาณานิคม นักธุรกิจคาบช้อนเงินช้อนทอง “ฮ่องเต้ซินโดรม” สมคบกับต่างชาติชักศึกเข้าบ้าน จะล้มล้างชาติและสถาบัน

ฟังแล้วมึน เพราะภายใต้วาทกรรมรุนแรงแข็งกร้าว ท่านมองทุกฝ่ายที่ไม่เอาด้วยกับรัฐประหารสืบทอดอำนาจ เป็นศัตรูชาติศัตรูแผ่นดิน ต้อง “กำจัดจุดอ่อน” ให้หมด

เรื่องตลกคือ ศัตรูชาติของ ผบ.ทบ. มาจากทุกอุดมการณ์ พวกฝังชิพคอมมิวนิสต์ ไม่ยอมเลิกก็ผิด แต่ถ้านิยมจีนไม่ผิด ท่านน้ำตาไหลเมื่อพูดถึงพ่อถูกคอมมิวนิสต์ยิง แต่วันนี้ก็ประสานเสียงจีนคอมมิวนิสต์ ประณามม็อบฮ่องกง หาว่านักการเมืองไทย “สมคบคิด”

คนเรียนจบประเทศประชาธิปไตยตะวันตกก็กลายเป็นประเทศล่าอาณานิยม คนเป็นนักธุรกิจที่พ่อแม่รวยก็ผิด (ทั้งที่พ่อไม่ได้ร่ำรวยผิดปกติจากการยึดอำนาจ) นักการเมืองชายแดนใต้ก็ผิด นักการเมืองที่ลูกพี่หนีไปต่างประเทศ ฯลฯ

นอกจากนั้น ใครที่เรียกร้องให้เลิกเกณฑ์ทหาร ลดงบกองทัพ หยุดซื้ออาวุธ ก็กลายเป็น “หนักแผ่นดิน”

ฟังๆ แล้ว “ศัตรูชาติศัตรูแผ่นดิน” ของ ผบ.ทบ. น่าจะมีร่วมครึ่งประเทศ เพราะคนที่อยากให้เลิกเกณฑ์ทหาร ตัดงบทหาร หยุดซื้ออาวุธต่างชาติ (ซื้อทั้งจีนทั้งอเมริกา จนงงว่าท่านจะกล่าวหาใครสมคบต่างชาติ) คนที่ไม่ยอมรับรัฐประหารสืบทอดอำนาจ ตั้ง 250 ส.ว.มาโหวตตัวเอง ตั้ง 6 ผบ.เหล่าทัพเป็น ส.ว.และกรรมการยุทธศาสตร์ชาติโดยตำแหน่ง ฯลฯ เผลอๆ มีเกินครึ่งด้วยมั้ง

แต่ ผบ.ทบ.มองว่า ทั้งหมดนี้เป็นฝีมือมาสเตอร์มายด์ไม่กี่คน “ปั่นสมอง” เช่น เป็นเพราะธนาธรปลุกคนรุ่นใหม่ให้ตื่นตัวต้านเครือข่ายอำนาจอนุรักษนิยม ทั้งที่ความจริงกลับกัน ระบอบอำนาจ ระบอบการปกครอง มันทำให้คนทั้งรุ่นใหม่รุ่นเก่าต่อต้าน จนธนาธรได้คะแนนนิยมล้นหลาม

เช่นเดียวกับปัญหาภาคใต้ ถ้ารู้จักใช้การเมืองนำการทหาร ถ้าแก้ปัญหาได้จริง ไม่ใช่ตรึงไว้ด้วยกำลัง ด้วยกฎหมายพิเศษ ถ้าเข้าใจความต้องการของคน 3 จังหวัด นักการเมืองที่ท่านด่าก็คงไม่ได้รับเลือก นักวิชาการก็ไม่ต้องพูดถึงการแก้ไขมาตรา 1 ซึ่งหมายถึงการผ่อนคลายรูปแบบรัฐ ให้กระจายอำนาจได้มากขึ้น

แต่ทัศนคติ ผบ.ทบ.มองคนที่คิดต่างเป็นคิดตรงกันข้ามทั้งหมด มองคนที่ต่อต้านรัฐประหารสืบทอดอำนาจเป็นศัตรูชาติศัตรูแผ่นดินไปเสียหมด

วิธีคิดแบบนี้ไม่มีทางควบคุมประเทศได้ นอกจากรัฐประหาร ฉีกรัฐธรรมนูญอีกครั้ง ยกเว้นหมวด 2 และมาตรา 1 (ครั้งนี้อย่าลืมเสียล่ะ ห้ามฉีกมาตรา 1)

ซึ่งก็คงไม่ต้องกลัวอะไร ยังไงพรรคคอมมิวนิสต์จีนก็สนับสนุนรัฐประหารไทย เพียงแต่ซื้อ ฮ. ซื้อรถถังอเมริกันไม่ได้ รีบซื้อให้ครบก่อนก็แล้วกัน

.......

..........

...................

 https://www.khaosod.co.th/hot-topics/news_2963708


อิสระศาลกับ รธน.40
 
อิสระศาลกับ รธน.40

อิสระศาลกับ รธน.40คอลัมน์ ใบตองแห้ง

อิสระศาลกับ รธน.40 – ผู้พิพากษาคณากร เพียรชนะ กล่าวในคำแถลงก่อนยิงตัวเองว่า เข้ามาเป็นผู้พิพากษาในระหว่างที่ใช้รัฐธรรมนูญ 2540 เมื่อเขียนร่างคำพิพากษาเสร็จแล้วไม่ต้องส่งให้อธิบดีตรวจ เพราะในขณะนั้นต้องการให้ผู้พิพากษามีอิสระในการพิจารณาตัดสินคดี

ไม่ว่ากรณีที่ท่านระบุว่าถูกแทรกแซง จะเป็นจริงหรือไม่ ซึ่ง ก.ต.จะสอบสวนต่อไป แต่ในเชิงระบบ รัฐธรรมนูญ 2540 กับ 2550 ก็เขียนไว้ต่างกันจริงๆ

รัฐธรรมนูญ 2540 มาตรา 249 บัญญัติว่า “ผู้พิพากษาและตุลาการมีอิสระในการพิจารณาพิพากษาอรรถคดีให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ และกฎหมาย การพิจารณาพิพากษาอรรถคดีของผู้พิพากษาและตุลาการ ไม่อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาตามลำดับชั้น”

รัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 197 บัญญัติว่า “ผู้พิพากษาและตุลาการมีอิสระในการพิจารณาพิพากษาอรรถคดีให้เป็นไปโดยถูกต้อง รวดเร็ว และเป็นธรรม ตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย” โดยรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 188 ก็ก๊อบมาคล้ายๆ กัน คำว่า “ไม่อยู่ภายใต้การบังคับบัญชา” หายไป

นอกจากนี้ พระธรรมนูญศาลยุติธรรมมาตรา 11 ซึ่งให้ประธานศาล อธิบดีศาล มีอำนาจหน้าที่ “ตรวจสำนวนคดีใดแล้วมีอำนาจทำความเห็นแย้งได้” ก็มีการแก้ไขในยุค สนช. ประกาศใช้เมื่อปี 2551 ช่วงที่ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี

จึงเห็นได้ว่าประเด็นที่ถกเถียงกัน เพิ่งเกิดขึ้นหลังรัฐประหาร 2549 ฉีกรัฐธรรมนูญ 2540 นี่เอง

รัฐธรรมนูญ 2540 ทำให้เกิด “อิสระ” ทั้งสองด้าน คือหนึ่ง ศาลเป็นอิสระ แยกจากกระทรวงยุติธรรม แต่มีความยึดโยงกับอำนาจประชาชน สอง ผู้พิพากษาเป็นอิสระในการพิจารณาคดี แต่รัฐประหาร 2 ครั้ง รัฐธรรมนูญ 2550 และ 2560 ก็เข้ามาแก้ไขทั้งสองเรื่อง

พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการตุลาการฝ่ายศาลยุติธรรม พ.ศ. 2543 กำหนดให้มี ก.ต.15 คน ประธานศาลฎีกาเป็นประธานโดยตำแหน่ง 12 คนมาจากการเลือกของผู้พิพากษา ชั้นศาลละ 4 คน อีก 2 คนเป็นคนนอกที่เลือกโดยวุฒิสภา ซึ่งขณะนั้นมาจากการเลือกตั้ง

แต่พอเกิดรัฐประหาร 2549 ก็มีการแก้ไขผ่าน สนช. เปลี่ยนสัดส่วน ก.ต.เป็นศาลฎีกา 6 คน ศาลอุทธรณ์ 4 คน ศาลชั้นต้น 2 คน ประเด็นนี้เมื่อปี 2560 มีข่าวผู้พิพากษาเกือบสองพันคนเข้าชื่อ ขอแก้กลับไปดังเดิม แต่ก็เงียบหายไป

ส่วน ก.ต.คนนอก 2 คนที่วุฒิสภาเลือกมา รัฐธรรมนูญ 2560 ก็บอกว่า 250 ส.ว.ตู่ตั้ง จะเลือกคนไปกำกับดูแลศาลได้ไง ฉะนั้นเลิกเถอะ ให้เป็นคนนอก 2 คนที่ผู้พิพากษาเลือกเอง

การยึดโยงอำนาจประชาชน ที่มีเพียงน้อยนิด ก็หายไป เหลือไว้แต่ศาลปกครอง ที่ประธานและตุลาการสูงสุด ต้องผ่านความเห็นชอบ 250 ส.ว.ตู่ตั้ง ประหลาดไปอีกอย่าง

จะเห็นได้ว่าอิสระของ (อำนาจ) ศาล ยิ่งมายิ่งมากขึ้น จากเดิมที่สังคมก็เคารพยำเกรงศาลอยู่แล้ว การเสนองบประมาณ เสนอกฎหมาย เบี้ยประชุม ไม่มีใครค้าน ความกล้าวิพากษ์วิจารณ์ก็กำลังน้อยลงๆ เพราะกลัวความผิดฐานหมิ่นศาล ละเมิดอำนาจศาล

ขณะที่อีกด้าน ความเป็นอิสระของผู้พิพากษา ซึ่งเน้นไปที่ศาลชั้นต้น ก็เห็นได้ว่าลดลง นอกจากแก้ไขรัฐธรรมนูญ พระธรรมนูญศาลยุติธรรม สัดส่วน ก.ต. (ที่มีผู้ใหญ่ในวงการตุลาการตำหนิว่า “เอาเด็กมาปกครองผู้ใหญ่”) จาก พ.ร.บ.ปี 2543 ที่ให้อธิบดีศาลแพ่ง ศาลอาญา ศาลภาค มาจากผู้พิพากษาศาลชั้นต้น ก็แก้ไขให้ตั้งผู้พิพากษาผู้ใหญ่ลงไปเป็นดังเดิม พร้อมกับยืดอายุเกษียณผู้พิพากษาจาก 60 เป็น 70 ปี (ภายหลังแก้ไขเป็น 65)

ประเด็นความเป็นอิสระของผู้พิพากษา ที่จริงข้อโต้แย้งก็น่าฟัง ฝั่งผู้พิพากษาผู้ใหญ่ให้เหตุผลว่า ก่อนรัฐธรรมนูญ 2540 ก็มีการตรวจสำนวนอยู่แล้ว อดีตประธานศาลอุทธรณ์ก็บอกว่าถ้าให้อิสระ 100% จะกระทบกระเทือนความยุติธรรม ทั้งยังมีผู้ยกงานวิจัยว่าหลังใช้รัฐธรรมนูญ 2540 สถิติที่ศาลอุทธรณ์ศาลฎีกาพิพากษากลับศาลชั้นต้น ก็เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

แต่การกล่าวเช่นนี้ ประชาชนก็ตระหนก เพราะฟังอีกด้านเหมือนผู้ใหญ่ในศาลเองก็ไม่วางใจ จึงต้องมีการตรวจสำนวน ให้คำแนะนำ แต่ก็มีคำถามอีกว่า แค่ไหนคือการแนะนำ แค่ไหนคือความเป็นอิสระ เพราะองค์คณะเป็นผู้ลงชื่อ ต้องรับผิดชอบคำพิพากษานั้น

ขีดคั่นนี้ไม่ชัดเจน เพราะยกตัวอย่าง อดีตประธานศาลอุทธรณ์ถูกร้องว่า โอนสำนวน (ใช้ภาษาโฆษกศาลขณะนั้นคือถูกกล่าวหาว่า “ช็อปปิ้งสำนวน”) ก.ต.มีมติ 14-0 ไม่ให้ท่านเป็นประธานศาลฎีกา ชีพ จุลมนต์ ผู้มีอาวุโสลำดับ 2 จึงได้เป็นแทน ตอนนั้น ก.ต.บอกว่าจะตั้งกรรมการสอบสวน ผ่านไป 2 ปี ก็ยังไม่ทราบผลว่า ข้อกล่าวหาเป็นจริงหรือไม่

กฎหมายศาลปรับปรุงแก้ไขได้ หากศาลเห็นว่าใช้ไปแล้วมีปัญหา แต่ปัญหาคือพอเห็นว่ารัฐธรรมนูญ 2540 และกฎหมายลูกมีปัญหา ก็กลับมาแก้ตอนทหารฉีกรัฐธรรมนูญ โดยผู้พิพากษาจำนวนหนึ่งเข้าไปเป็น รมว. สนช. ส.ส.ร. กมธ. และ คตส. ไม่ยักแก้ตอนที่มีสภาจากเลือกตั้ง

  • หลงรัก
    1
  • ว้าว!
    0
  • ขำขำ
    1
  • เศร้า
    2

1 ความคิดเห็น

 
3 ส

 ไอ่ทะเห้แดงเลียตีนจีนแดง

ขำขำ

  • หลงรัก
    0
  • ว้าว!
    1
  • ขำขำ
    0
  • เศร้า
    1